วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การเปรียบเทียบซื้อที่ดินเงินผ่อน

                หากเราเขียนเส้นตรงบนกระดานดำ หากไม่มีเส้นที่สองมาเปรียบเทียบแล้ว เราย่อมบอกไม่ได้ว่าเส้นๆ นั้นสั้นหรือยาว เช่นเดียวกันกับการออมทรัพย์ด้วยวิธีซื้อประกันชีวิต หากมาเปรียบเทียบ กับการซื้อที่ดิน ด้วยเงินผ่อนแล้ว การตัดสินได้ทันทีว่า อย่างไหนดีกว่ากัน ว่ากันตามความจริงแล้ว การออมทรัพย์ด้วยวิธีการซื้อประกันชีวิตนั้น แท้ที่จริงก็คือ ซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนเราดีๆ นั่นเอง ผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าประณามว่า การซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อนเป็นเรื่องที่ไม่ดี (ถ้าสามารถผ่อนได้) สมมุติว่า เราซื้อที่ดินเงินผ่อนสักหนึ่งแปลง ถ้าราคาเงินสด 200,000 บาท หากซื้อซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อนแล้วจะตก ถึง 400,000 บาท หรือ 450,000 บาท แต่ก็ไม่เห็นมีใครบ่นว่าแพงหรือว่าบริษัทขายที่ดินเอาเปรียบ เราลองมาเปรียบเทียบการซื้อที่ดินเงินผ่อนหนึงแปลงราคา 200,000 บาท ผ่อน 20 งวดกับการซื้อเงินก้อนด้วยราคา 200,000 บาท และก็ผ่อน 20งวดเช่นกันดังรายการดังต่อไปนี้

1. การซื้อที่ดินเงินผ่อนนั้น หากผ่อนไปถึง 3-4 งวด ผู้ซื้อเกิดขัดสนด้านการเงินจะเอาใบสัญญาซื้อขายใบนั้นไปจำนองเพื่อขอกู้เงินแก้ขัดชั่วคราวย่อมทำไม่ได้หากซื้อเงินก้อนโดยระบบเงินผ่อนแล้ว ผู้ซื้อมีสิทธิเอาสัญญาซื้อขายไปขอกู้เงินมาแก้ขัดได้ประมาณ 40%-50%ของเงินที่ผ่อนแล้ว


2. การซื้อที่ดินเงินผ่อน หากขาดผ่อน 5 ปีติดต่อกันเงินที่ส่งไปแล้วจะถูกยึดหมด แม้จะไปขอผ่อนต่อก็ทำไม่ได้ เพราะเขาขายคนอื่นไปแล้ว หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน ผู้ซื้อมีสิทธิมาขอผ่อนต่อในระยะ 5 ปี โดยเงินเดิมไม่สูญ

3. การ
ซื้อที่ดินเงินผ่อน หากผ่อนแล้ว 3-4 ปี ถ้านึกอยากจะเลิกผ่อน เงินที่ส่งไปแล้วต้องถูกยึด ส่วนซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนหากผ่อนแล้วเกินสามปี หากผู้ซื้อต้องการเลิกสัญญา จะได้รับเงินคืนประมาณ40%-50% ของเงินที่ส่งแล้ว

4. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน ผู้ซื้อไม่มีสิทธิขอลดภาษีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว ส่วนซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน ผู้ซื้อจะขอลดหย่อนภาษีรายได้ถึงปีละ 10,000 บาท ทุกๆ ปี

5. การ
ซื้อที่ดินเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห์ร้าย ต้องถึงกับล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิ์ยึดที่ดินแปลงนั้นได้ หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน แม้ผู้ซื้อต้องล้มละลาย เจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิมาแตะต้องเงินก้อนนั้นได้ เพราะกฎหมายให้ความคุ้มครอง

6. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อประสบกับอุบัติเหตุได้รับบาดเจ๊บแต่ไม่สาหัส จะไม่ได้รับการชดเชยจากบริษัทขายที่ดินเลย แต่หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนแล้ว จะได้รับการชดเชยสัปดาห์ละ 1,200 บาท จนกว่าจะหาย (แสนละ 600 บาทต่อหนึ่งสัปดาห์) 

7. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห์ร้ายประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวอยู่ในดรงพยาบาล จะไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ จากบริษัทขายที่ดินเลย หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนแล้ว ผู้ซื้อจะได้รับการชดเชยจากบริษัทสัปดาห์ละ 1,800 บาท จนกว่าจะหาย (แสนละ 900 บาท) ต่อหนึ่งสัปดาห์

8. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห็ร้ายประสบอุบัติเหตุถึงกับต้องสูญเสีย ตา แขน ขาทั้งสองข้าง หรือย่างละข้างรวมสองอย่างแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากบริษัทขายที่ดินแล้ว เงินค่าผ่อนงวดต่อไปก็ยังต้องไปหาเงินมาผ่อนจนครบสัญญา มิฉะนั้นจะถูกริบ ส่วนการซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน หากเคราะห์ร้ายต้องสูญเสียดังกล่าว จะได้รับเงินชดเชยทันที 200,000 บาท (เท่าทุนประกัน) และทางบริษัทยังเป็นผู้ผ่อนชำระให้จนครบสัญญาอีกด้วย

9. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห์ร้าย ต้องประสบอุบัติเหตุถึงกับต้องสูญเสีย ตา แขน หรือขาข้างหนึ่งข้างใด จะม่ได้รับการชดเชยจากบริษัทขายที่ดินเลย ส่วนซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน หากประสบอุบัติเหตุถึงกับต้องสูญเสีย ตา แขน หรือ ขา ข้างหนึ่งข้างใด จะได้รับการชดเชยด้วยเงินสดทันที 100,000 บาท(50%ของทุนประกัน)

10. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากประสบอุบัติเหตุถึงกับต้องสูญเสียนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว จะไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ จากบริษัทขายที่ดินเลย ส่วนซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน จะได้รับการชดเชยด้วยเงินสดทันที 50,000 บาท (25%ของทุนประกัน)

11. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห์ร้ายต้องถึงแก่กรรมด้วยโรคภัยไข้เจ็บก่อนครบสัญญา ทายาทของผู้ซื้อต้องผ่อนจนครบสัญญา จึงได้ที่ดินแปลงนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนแล้ว แม้ผู้ซื้อจะผ่อนได้เพียงงวดเดียว หากผู้ซื้อต้องถึงแก่กรรมลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เงินก้อนจำนวน 200,000 บาท จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทผู้ซื้อทันที

12. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อต้องถึงแก่กรรมลงด้วยอุบัติเหตุทั่วไป ทายาทผู้ซื้อต้องผ่อนต่อจนครบสัญญา ส่วนซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนนั้น ทายาทของผู้ซื้อจะได้รับเงินสดทันที 400,000 บาท (สองเท่าของทุนประกันทันที)

13. การ
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อน หากผู้ซื้อเคราะห์ร้ายต้องถึงแก่กรรมลงด้วยเป็นผู้โดยสารรถเมล์ประจำทาง หรือเครื่องบิน หรือรถไฟ หรือตกลิฟท์ หรือเสียชีวิตในโรงแรม หรือโรงหนัง ในขณะเกิดไฟไหม้ จะไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ จากบริษัทขายที่ดินเลย ส่วนการซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อนแล้ว ทายาทของผู้ซื้อจะได้รับเงินชดเชยทันทีถึง 600,000 บาท (สามเท่าทุนประกัน)

14. ทุกคนไม่กลัวตาย แต่กลัวไม่ตาย เช่นเดียวกับรายนายสีเผือกหากท่าน
ซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อนแล้ว ครอบครัวของผู้ซื้อจะต้องแบกพันธะถึงสองเท่าตัว ไหนจะต้องหาเงินมาเลี้ยงดูคนพิการ และยังต้องหาเงินมาผ่อนที่จะครบสัญญา

             หากซื้อเงินก้อนด้วยเงินผ่อน หากเคราะห์ร้ายเป็นอย่างนายสีเผือกแล้ว ในปีแรก บริษัทจะจ่ายค่ารักษาให้เป็นรายสัปดาห์ๆ ละ 1,200 บาท รวมเป็นเวลา 52 สัปดาห์ เมื่อเห็นว่าต้องพิการตลอดชีพ บริษัทยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกปีละ 20,000 บาท (10% ของทุนประกัน)เป็นเวลา 10 ปี และบริษัทเป็นผู้ผ่อนส่งให้จนครบสัญญา เมื่อครบสัญญาแล้วยังได้รับอีก 200,000 บาท พร้อมด้วยเงินปันผลอีกส่วนหนึ่งต่างหาก 


ขอบคุณข้อมูลจาก bloggang.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ต่อกันได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

เช็คความพร้อม “เงิน” ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน

            


          
            พักหลังจะได้ยินกันค่อนข้างบ่อยว่าธนาคารเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการลดวงเงินให้กู้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน ซื้อบ้านใหม่ หรือบ้านมือสอง หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียม สอดรับกับฝ่ายเจ้าของโครงการก็มีแนวคิดที่จะเรียกเก็บเงินดาวน์เพิ่มสำหรับโครงการเปิดขายใหม่ๆ แค่สองเรื่องนี้แม้ไม่ถึงกับเป็นการดับฝันคนอยากมีบ้าน แต่ก็อาจทำให้บางคนซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ได้ยากขึ้น เพราะต้องควักเงินเองมากขึ้น ฉะนั้นเพื่อความแน่ใจควรเช็คความพร้อมด้านการเงินก่อนก็ดี

- เงินดาวน์
- เงินกู้
- เงินผ่อนชำระ
- เงินค่าใช้จ่ายวันโอน  
เงินดาวน์: มีแล้วหรือยัง เนื่องจากซื้อที่ดิน บ้านหรือคอนโดฯ เป็นของชิ้นใหญ่ ราคาสูง ผู้ซื้อซื้อที่ดินสามารถกู้หรือขอสินเชื่อจากธนาคารมาซื้อได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามผู้ซื้อซื้อที่ดินก็ต้องมีเงินออมส่วนตัวไว้สำหรับจ่ายค่าเงินดาวน์อย่างน้อยๆ ก็ 10% ขึ้นไป โดยจ่ายเป็นก้อนหรือสามารถผ่อนเป็นงวดแล้วแต่โครงการ
เงินกู้: ปกติวงเงินกู้สูงสุดจากธนาคารจะอยู่ที่ประมาณ 70-95% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขายของบ้านหรือคอนโดฯ ที่ซื้อที่ดิน (แล้วแต่ราคาไหนจะต่ำกว่า) ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของหลักทรัพย์ที่จะนำไปค้ำประกัน เช่น ที่ดินเปล่า อาคารพาณิชย์ วงเงินจะต่ำกว่าบ้านหรือคอนโดฯ เป็นต้น
เงินผ่อนชำระ: โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดอัตราเงินงวดค่าบ้านที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนประมาณ 35-40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน (แต่ส่วนใหญ่มักให้ผ่อนไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิ) ดังนั้นถึงแม้รายได้สูงก็ใช่ว่าจะได้วงเงินกู้เยอะเสมอไป เพราะหากหนี้มาก ค่าใช้จ่ายเยอะก็กู้ยากเหมือนกัน ฉะนั้นแต่ละเดือนจึงต้องเหลือรายได้ให้เพียงพอสำหรับค่าเงินผ่อนบ้านด้วย

เงินค่าใช้จ่ายวันโอน: เป็นอะไรที่หนักไม่ใช่น้อย ที่เห็นๆ และต้องควักเงินสดแน่นอน เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ประมาณ 2% ของราคาประเมิน (ออกคนละครึ่งกับโครงการ), เงินกองทุน, ค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่วงหน้า ซึ่งแล้วแต่โครงการกำหนด
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th/                                                                                                                   และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

เรื่องต้องรู้...ก่อนซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน

       

           การขาดแคลนแรงงานในภาคการก่อสร้างในขณะนี้ กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมาถึงคนซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของการก่อสร้างที่อาจจะล่าช้ากว่ากำหนดตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา และในเรื่องของคุณภาพบ้านที่ทุกวันนี้แรงงานฝีมือนั้นหาได้ยากเต็มที


            ตรวจสอบประวัติบริษัทผู้ประกอบการ ผลงานในอดีต สถานะการเงิน เคยถูกร้องเรียนมาแล้วหรือไม่ ที่ดินที่ตั้งโครงการต้องมีโฉนดถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน หรือใบอนุญาตก่อสร้าง ผ่านการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ดินโครงการอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่ มีภาระผูกพันกับนิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือไม่ ตรวจรายละเอียดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและ สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการเอกสารการโฆษณา โบรชัวร์ และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ควรเก็บไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ



            ส่วนในประเด็นความล่าช้าของการก่อสร้างทำให้การส่งมอบบ้านไม่เป็นไปตามสัญญา ในปัจจุบันสัญญาการซื้อขายบ้าน ซื้อที่ดิน  ที่เป็นสัญญามาตรฐานจะมีการกำหนดวันที่จะส่งมอบบ้านให้กับผู้ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน  อยู่แล้ว ถ้าผู้ขายไม่สามารถส่งมอบบ้านได้ตามกำหนดจะมีค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน  ไปจนถึงมีสิทธิที่จะไม่รับมอบบ้านและขอเงินดาวน์พร้อมดอกเบี้ยคืนได้ ดังนั้น ก่อนเซ็นสัญญาควรตรวจดูว่าในสัญญามีการระบุเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้วหรือไม่ จะได้คุ้มครองสิทธิของคนซื้อเอาไว้ตั้งแต่ต้น
             ปัญหาอีกเรื่องที่ต้องระวังในสถานการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้นหากธนาคารปฏิเสธที่จะปล่อยกู้ เงินดาวน์ที่ผ่อนไว้กับโครงการก็มีโอกาสสูญด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีการทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในสัญญาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเมื่อผู้ซื้อไม่สามารถกู้เงินได้จะถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ขายก็สามารถยึดเงินดาวน์ เงินจอง เงินทำสัญญาของเราได้ทั้งหมดเช่นกัน
             ดังนั้น ก่อนจะซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน  ก่อนจะทำสัญญา ตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองให้มั่นใจอีกครั้งว่าสามารถกู้เงินได้ตามจำนวนที่ต้องการ ปัจจุบันแต่ละโครงการก็จะมีธนาคารที่คอยให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ลองให้ธนาคารตรวจสอบความสามารถในการกู้ก่อนที่จะซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน  และควรตรวจสอบประวัติกับศูนย์ข้อมูลเครดิต หรือที่เรียกว่าเครดิตบูโรก่อนทุกครั้ง ถ้ามีปัญหาจะได้แก้ไขหรือตัดสินใจได้ก่อนที่จะสาย
            ในกรณีที่โครงการรับปากว่า ถ้ากู้ไม่ผ่านจะคืนเงินเพื่อซือบ้าน ซื้อที่ดิน ให้ก็อย่าได้ชะล่าใจ หรือเชื่อคำพูดหว่านล้อมของพนักงานขาย ควรต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในสัญญาหรือแนบท้ายสัญญาจะดีกว่า เพราะถ้าไม่มีการระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ากู้เงินไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะถูกบิดพลิ้ว โดยอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ระบุไว้ ทำให้ต้องเสียเงินฟรีๆ เพราะในแง่กฎหมายแล้วผู้บริโภคไม่มีทางสู้ได้เลย
            สำหรับเรื่องของการขอกู้เงินแม้ว่าปัจจุบันเงื่อนไขการปล่อยกู้จะเข้มงวดขึ้น แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม รู้กำลังความสามารถในการผ่อนจ่าย เลือกซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ในราคาที่ถูกต้องเหมาะสมกับกำลังความสามารถ และที่สำคัญรู้จักออมเงินมาสักระยะก่อนที่คิดจะซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ก็สามารถลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธการขอกู้ไปได้มาก เพราะธนาคารส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวนของราคาซื้อขาย ส่วนต่างที่เหลือผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินออมในการซื้อบ้าน

             ตรวจสอบประวัติบริษัทผู้ประกอบการ ผลงานในอดีต สถานะการเงิน เคยถูกร้องเรียนมาแล้วหรือไม่ ที่ดินที่ตั้งโครงการต้องมีโฉนดถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน หรือใบอนุญาตก่อสร้าง ผ่านการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ดินโครงการอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่ มีภาระผูกพันกับนิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือไม่ ตรวจรายละเอียดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและ สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการเอกสารการโฆษณา โบรชัวร์ และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ควรเก็บไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th/                                                                                                                   และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

การเลือกซื้อที่ดินให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

                          การเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้น จำเป็นต้องได้รับการเลือกให้ถูกหลักฮวงจุ้ยตั้งแต่เริ่มต้นเลยหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้นไม่จำเป็นต้องดูฮวงจุ้ย คิดว่าการดูฮวงจุ้ยนั้นจะเริ่มเมื่อตอนที่เริ่มมีสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านพักอาศัย สำนักงาน หรือ โรงงาน ขึ้นมาก่อน ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่เราเริ่มพิจารณาปัจจัยของฮวงจุ้ยตั้งแต่การเริ่มเลือก ซื้อที่ดินเปล่านั้น ก็เหมือนกับการที่เราคิดอยากจะมีบุตรแล้วเริ่มปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ตั้งครรภ์ เพื่อที่จะเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนการมีบุตร เพื่อให้เราได้บุตรที่มีสุขภาพที่ดี

             หากเราสามารถเลือกซื้อที่ดินเปล่าที่ถูกหลักฮวงจุ้ยได้ตั้งแต่ต้นการที่เราจะ เริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นก็จะเป็นไปได้อย่างสอด คล้องกับหลักการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองของเจ้าของบ้านและสมาชิกภายในครอบครัวนั่น เอง เพราะการเลือกที่ดินให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นซินแสจะให้ความสำคัญทั้ง เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงชัยภูมิ (Landform Feng Shui Theory) และ ศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงองศาทิศทาง (Compass Feng Shui Thery) เพื่อให้ที่ดินของเราสามารถรับและสะสมกระแสพลังงานชี่ (Qi) ได้อย่างพอเพียงและมีทิศทางของที่ดินที่เป็นทิศทางที่เสริมกับดวงชะตาของ เจ้าของที่ดินตามการดูดวงในระบบโป๊ยหยี่ซี้เถียว (Four Pillars) นั่งเอง โดยผมสามารถกล่าวถึงหลักการในการเลือกที่ดินเปล่าที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยได้ดังนี้

              1. การเลือกซื้อที่ดินต้องดูลักษณะของที่ดินเป็นรูปทรงที่สามารถกักเก็บกระแสพลังงานได้ เนื่องจากฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของการบริหารกระแสพลังงานตามธรรมชาติ หากลักษณะที่ดินนั้นไม่สามารถเปิดให้กระแสพลังงานนั้นหลากเข้าไปได้สะดวก หรือหากกระแสนั้นหลากเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถกักเก็บได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นลักษณะของฮวงจุ้ยที่ดีอยู่ดี โดยรูปทรงของที่ดินเบื้องต้นนั้น หากเป็นที่ดินที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นจัตุรัสหรือผืนผ้าที่ด้าน หน้าของที่ดินนั้นไม่แคบจนเกินไป ถือว่าเป็นรูปทรงของที่ดินที่ใช้งานได้ เพราะหากที่ดินหน้าแคบเกินไปก็จะไม่สามารถเปิดรับกระแสพลังงานจากด้าน หน้าที่ดินได้และหากเป็นไปได้การที่หน้ากว้างที่ดินด้านหน้านั้นกว้างน้อยกว่าหน้ากว้าง ที่ดินด้านหลังเล็กน้อยนั้นก็ถือว่าเป็นรูปแบบที่ช่วยในการสะสมกระแสพลังงาน ให้ไม่สามารถออกไปไหลได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสำหรับในเรื่องของหน้ากว้างที่ดินที่เรามักพูดกันกว่า “หน้าแคบ หลงกว้าง” นั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเรายังสามารถใช้การออกแบบชัยภูมิที่ดินร่วมไปได้ด้วย

             2. การเลือกซื้อที่ดินที่ดินต้องไม่เป็นระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินข้างเคียงเนื่องจากกระแสอากาศไหลรวมลงสู่ที่ต่ำตามกฎของนิวตัน (Newton Gravity Law) ดังนั้นหากที่ดินของเรามีระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับที่ดินข้างเคียง ก็หมายถึงว่าที่ดินของเราสามารถสะสมกระแสอากาศได้มากกว่าผู้อื่น หากเราสามารถเลือกทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางที่รับกระแสโชค ก็จะเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งในระยะยาวได้หรือให้เราลองสังเกตุแผนที่ดาวเทียวของประเทศไทยได้ว่ากรุงเทพฯนั้นถือเป็น จังหวัดหนึ่งที่มีระดับที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆในประเทศ จึงสามารถทำให้สะสมกระแสอากาศได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ ยิ่งประกอบเข้ากับการที่มี “มังกรน้ำ” ของแม่น้ำพระยา เป็นจุดที่จ่ายกระแสให้อย่างต่อเนื่องยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้ถือว่าเป็น จังหวัดที่มีชัยภูมิที่ดีมากขึ้นไปอีก

              3. มีจุดจ่ายกระแสพลังงานไม่ว่าจะเป็นมังกรภูเขามังกรน้ำ และ มังกรที่ราบได้ เพราะถึงหากว่าที่ดินมีรูปทรงที่ดีสามารถสะสมกระแสได้ แต่ไม่มีจุดจ่ายกระแสพลังงานได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นที่ดินที่มีชัยภูมิในทาง ฮวงจุ้ยที่ดีพอ ลักษณะของสายน้ำที่ลากผ่านหน้าที่ดินซึ่งในปัจจุบันนี้ซินแสจะมองว่าเป็นถนน หรือแนวเขาที่จ่ายกระแสมาที่ที่ดินของเราหรือในปัจจุบันได้แก่อาคารข้าง เคียง หรือแม้กระทั่งแอ่งน้ำ แนว Slope ของถนนหรือที่ดิน หรือ ช่องลมของอาคารตรงข้ามที่ดิน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยในข้อนี้ท่านต้องได้รับคำปรึกษาจากซินแสที่มีประสบการณ์ครับ เพราะหากท่านสามารถเลือกแนวกระแสพลังงานที่เหมาะสมกับลักษณะที่ดินของท่าน ได้ยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรือง

                 ท้ายที่สุดนั้นท่านต้องเลือกซื้อที่ดินตามองศาทิศทางของที่ดินให้เข้ากับดวงชะตาของเจ้า ของที่ดินและสมาชิกภายในครอบครัว เนื่องจากใน ปี เดือน วัน ยาม ที่เราเกิดมานั้นเราจะประจุพลังงานที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลให้ดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล หากซินแสนั้นมีประสบการณ์มากเพียงพอ ก็จะสามารถหาได้ว่าดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นมา “ธาตุ” ที่ชอบเป็นธาตุอะไร ก็จะหาทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางของธาตุที่เจ้าบ้านและสมาชิกในครอบครัว นั้นชอบด้วย เมื่อครอบครัวนั้นได้เข้าอยู่ก็จะรับกระแสพลังงานที่ตัวเองขาดไป เข้าไปเติมเต็มดวงชะตาเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองได้

ขอบคุณข้อมูลจาก landinthai.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

รู้ทันกฎหมาย - โอนขายที่ดิน

           


              ในการซื้อที่ดินหรือขายที่ดิน นอกจากราคาซื้อขายแล้ว ยังมีเรื่องของภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องเข้าใจและนำมาใช้พิจารณาประกอบราคาซื้อขายว่าคนซื้อหรือขาย คนไหนจะต้องรับภาระและเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทราบต้นทุนหรือกำไรก่อนตัดสินใจ

              อย่างแรกก็คือ เงินที่ได้จากการซื้อที่ดิน ขายที่ดิน คนขายย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือบริษัท ในอัตราตามที่ต้องเสียตามหลักการเสียภาษีเงินได้ทั่วไป โดยกฎหมายกำหนดบังคับให้มีการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน

              ดังนั้นการต่อรอง ซื้อที่ดิน ขายที่ดิน ต้องเข้าใจว่านอกจากจะได้ค่าที่ดินแล้วยังต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่สำนักงานที่ดินด้วยจำนวนหนึ่ง จากนั้นคนขายก็สามารถนำเงินที่ถูกหักไปลงรายการรวมกับรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปีของเราต่อไป หรือจะปล่อยให้หักไว้ไม่นำมาคำนวณในรายการอื่นๆ ก็ได้   
               หากจะงงนักก็ให้คิดถึงกรณีที่เราฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วต้องเสียภาษีในจำนวนเงินดอกเบี้ยที่ได้โดยธนาคารหักภาษีเอาไว้ ณ ที่จ่ายนั้นเลยเช่นกัน  นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสมัยก่อนก็คือภาษีการค้า ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาประเมินการซื้อที่ดิน  ภาษีตัวนี้คนที่มีหน้าที่จ่ายได้แก่คนที่ขายที่ดินอีกนั่นแหละ โดยจ่ายที่สำนักงานที่ดินในขณะที่ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั่นแหละ แม้ว่าเราจะขายที่ดินตามปกติ ไม่ได้ทำมาค้าขายที่ดินเป็นอาชีพก็ตามที กฎหมายท่านจะดูที่อายุการถือครองไว้  หากมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นเวลาน้อยกว่า 5 ปีเมื่อไหร่ กฎหมายก็ตีขลุมให้ว่าคนขายที่ดินได้ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะคุณอาจซื้อที่ดินมาขายไปเพื่อเก็งกำไรในเวลาสั้นๆ ก็ได้ การซื้อที่ดินมาเก็บไว้นานกว่านั้น แม้จะขายแล้วกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 

              พอเข้าข่ายที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อไหร่ ก็มีภาษีอีกตัวที่ดักรอไว้ นั่นคือ อากรแสตมป์  อากรเป็นภาษีชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเรียกเก็บหากเราไม่ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ถ้าจ่ายตัวโน้นแล้วก็ไม่ต้องจ่ายตัวนี้ให้มันมากมายเกินไป อัตราอากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือร้อยละห้าสิบสตางค์ของราคาซื้อขาย หากราคามหาศาลเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องเสียเวลาเลียแสตมป์ปิดให้เปลืองกระดาษ  สามารถจ่ายเป็นเงินได้โดยไปชำระที่สรรพากร แล้วนำหลักฐานการชำระมาแสดงที่สำนักงานที่ดิน

             ยังไม่จบไม่สิ้นแค่นี้ ในการที่เราไปรบกวนราชการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเข้าหลวง ค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่ที่อัตราร้อยละ 2 ของราคาซื้อขายจริงแต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน  การจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนนี้ กฎหมายท่านแบ่งภาระกันไปคนละครึ่ง เว้นแต่จะตกลงกันไว้ที่จะผลักให้เป็นภาระของคนขายหรือของคนซื้อก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน 

            ทีนี้จะซื้อที่ดิน จะขายที่ดินก็รู้แล้วว่ามีภาระอะไรที่ต้องจ่ายกันบ้าง จะได้ดีดลูกคิดกดเครื่องคำนวณให้แน่ใจว่า ขายได้กำไรตามเป้าหมาย หรือซื้อที่ดินไว้แล้วต้องจ่ายบานปลายกว่าราคาต่อตารางวาอีกเท่าไหร่   เจรจาการซื้อที่ดิน ขายที่ดิน ให้ได้ประโยชน์ตามเป้าหมายก็ต่อเมื่อรู้ว่ากฎหมายเขากำหนดหน้าที่ให้ใครทำอย่างไร จะได้ไม่เสียรู้อีกฝ่ายหรือเสียดายเพราะไม่เข้าใจกฎหมายใกล้ตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก komchadluek.net
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ต้องการจะซื้อที่ดินควรตรวจสอบอะไรบ้าง

         


  ผู้ที่ต้องการ
ซื้อที่ดิน ต้องระมัดระวังมากเนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่สูงเสี่ยงต่อการถูกโกงมาก ดังนั้นเพื่อให้ได้ที่ดินที่ตรงกับความต้องการของคุณ ไม่ถูกหลอกควรจะพิจารณาหลักการซื้อที่ดิน ดังต่อไปนี้

  1. การซื้อที่ดิน ต้องตรวจสอบที่ดินว่าเป็นโฉนดอะไร ต้องเป็นโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.4 ที่เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเท่านั้นที่สามารถซื้อขายโอนกรรมสิทธ์ ได้ นอกนั้นต้องเสี่ยงหากต้องสูญไป อ่าน..โฉนดที่ดินมีกี่ประเภท ลักษณะอย่างไร
  2. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบเช็คข้อมูลที่กรมที่ดินก่อน แผนกรังวัดที่ดินดูว่าการซื้อที่ดิน ที่เราจะซื้ออยู่ในข่ายมีปัญหาหรือไม่
     
  3. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบที่ดินที่คนขายพาไปดูเป็นที่ตรงกับโฉนดหรือไม่ เป็นโฉนดหรือ นส.3
  4. เนื้อที่ขายกับเนื้อที่ที่วัดจริงตรงกันหรือไม่บ่อยครั้งที่พอซื้อไปแล้วพอวัดใหม่เนื้อที่หายไปเป็นไร่ก็มี
     
  5. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบว่าเป็นที่สาธารณะหรือเปล่า นอกจากตรวจที่กรมที่ดินต้องไปถามกรมชลประทาน ถ้าใกล้ป่าไม้ต้องตรวจสอบที่กรมป่าไม้ด้วยว่าอยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานอะไรหรือไม่
     
  6. การซื้อที่ดิน ทุกครั้ง จะต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขาย กันอย่างถูกต้องทุกครั้งต้องหน้าเจ้าหน้าที่ที่ดิน
  7. ราคาที่ดินแพงเกินไปหรือไม่โดยเปรียบเทียบกับที่ดินที่ขายทำเลบริเวณใกล้เคียง ดูด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายค่าโอนแล้วบวกค่าใช้จ่ายการโอนเข้าไปในราคาด้วย
  8. 8ลักษณะที่ดิน สภาพแวดล้อมของที่ดิน ว่าหลักกฎหมายอนุญาตใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างบนที่ดินที่จะซื้อได้หรือไม่ ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ เช่นต้องการซื้อที่ดิน ที่ปลูกบ้านต้องเป็นที่ในแหล่งชุมชน ปลอดภัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีมลพิษ หรือซื้อที่ดิน ทำธุรกิจต้องดูว่าสภาพแวดล้อมสถานที่ใกล้เคียงเอื้อประโยชน์ในการทำ ธุรกิจหรือไม่ หรือต้องการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต้องเป็นที่ดินในเขตพื้นที่สีม่วง เป็นต้น
           **การ ซื้อที่ดิน ต้องตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ และต้องทำสัญญาซื้อขายที่กรมที่ดินทุกครั้ง เพราะเป็นมูลค่าสูง จะได้ไม่ถูกโกง ไม่สูญเงินไปเปล่าประโยชน์ และตรงตามความต้องการของคุณอย่างแท้จริงจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

9 กลยุทธ์ต่อรองราคาซื้อที่ดิน

           


  ในการ
ซื้อที่ดินการเจรจาต่อรองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ดินบางทำเลมีการบวกราคาเผื่อต่อรองไว้ หากเรามีเทคนิค วิธีเจรจาต่อรองแล้วจะทำให้เราซื้อที่ดินได้ราคาเหมาะสมไม่แพงเกินไป การเจรจาต่อรองราคาขึ้นอยู่กับคู่แข่ง และความต้องการซื้อที่ดินของผู้ซื้อ และความอยากขายของคนขายด้วย เคล็ดลับน่ารู้สำหรับคนที่กำลังจะไปเจรจาต่อรองราคาซื้อที่ดิน

1.ไม่ควรแสดงอาการอยากซื้อที่ดินจนเกินไป เพราะจะทำให้เจ้าของที่ดินโก่งราคาแพงขึ้นไปกว่าเดิม

2.หากผู้ขายที่ดินบอกว่ามีคนอยากได้หลายเจ้า ให้บอกให้เจ้าของขายให้เจ้าอื่นก่อน เพราะการซื้อที่ดินตอนมีคู่แข่งจะทำให้ซื้อได้แพง หากขายไม่ได้ค่อยมาหาเรา และตั้งราคาให้เลยว่าเราสู้ได้ราคาเท่าไหร่

3.ผู้ซื้อตั้งราคาที่ดินที่สามารถซื้อได้เอง เจ้าของที่ดินมักจะตั้งราคาขายแล้วเสนอให้เราเป็นฝ่ายตั้งรับ ควรพิจารณาราคาที่ที่ไม่แพง เหมาะสำหรับกำลังซื้อของตนเอง

4.หากที่ดินสวยถูกใจ และมีคู่แข่ง ราคาที่เราสามารถซื้อได้ควรซื้อเลย ไม่ควรต่อราคาเดี๋ยวจะอดได้ที่ดินสวยที่ถูกใจไปทำให้เสียใจภายหลังได้

5.ทำสัญญาและวางมัดจำไว้ก่อน ในสัญญาเขียนว่าห้ามขายให้เจ้าอื่นก่อนไว้เพื่อไม่ให้เจ้าของเปลี่ยนใจหากมีคนให้ราคาดีกว่า แต่บางครั้งมัดจำทำให้เราต่อรองต่อไม่ได้อีก ราคาถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

6.ไม่ควรโลภอยากได้มาก เพระทำให้คนขาย ขายราคาแพง เพราะเห็นว่าเราอยากได้มาก เราควรซื้อด้วยอารมณ์สุขุมรอบคอบไว้ก่อน ศึกษาตรวจสอบข้อมูลที่ดินที่จะซื้อให้ละเอียด วิธีตรวจสอบที่ดิน ก่อนซื้อที่ดินอย่างไร ไม่ให้ถูกโกง

7. ความจำเป็นในการซื้อที่ดิน ซื้อที่ดินแล้วเอาไปทำประโยชน์อะไร บางคนซื้อที่ดินไว้ปล่อยทิ้งว่างไม่ได้ประโยชน์ แต่บางคนซื้อที่ดินสร้างอพาร์ทเม้น ห้องเช่าให้เช่าถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอีก หรือบางคนซื้อที่ดินไว้ปลูกบ้านควรเลือกทำเลที่ดี และมีใบอนุญาตปลูกบ้านได้

8.ความจริงใจของผู้ขาย โดยผู้ขายที่ประกาศขายตั้งราคา บอกจำนวนไร่อย่างอะเลียด ชัดเจน แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้ขายน่าเชื่อถือ มากกว่าผู้ที่ไม่บอกราคา รายละเอีดชัดเจน

9. ควรซื้อที่ดินในพื้นที่ ที่มีคนรู้จัก ที่ขอให้ช่วยดูแลที่ดินให้ได้ สภาพแวดล้อมดี น่าอยู่ ที่ข้างเคียงเป็นมิตร วิธีลงประกาศขายที่ดินบนเว็บอย่างไรให้น่าสนใจ

          ผู้ที่จะซื้อที่ดินต้องตรวจสอบที่ดิน โฉนดอย่างรอบครอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะที่ดินมีราคาแพงหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เราเสียเงินไปจำนวนมาก และอาจไม่ได้ที่ดินตรงตามที่เราต้องการ
          หวังว่าข้อมูลบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อที่ดินให้สามารถซื้อที่ดินได้ประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรองราคาให้ได้ราคาที่พอใจ สำหรับผู้ซื้อผู้ขาย และได้ที่ดินที่ดี ถูกใจผู้ซื้อ สามารถนำมาทำประโยชน์สร้างบ้าน ทำกิจการ ลงทุนทำธุรกิจได้

ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีีดของเราต่อที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

20 วิธีตรวจสอบที่ดิน ก่อนซื้อที่ดินอย่างไร ไม่ให้ถูกโกง

           สำหรับคนที่ยังไม่มีที่ดิน และคิดจะซื้อที่ดินอยู่ ก็ขอแนะนำข้อควรสังเกตสำหรับคนจะซื้อที่ดิน ไว้เพื่อเป็นแนวทาง ให้เลือกซื้อ และซื้อที่ดิน โดยไม่มีปัญหา ภายหลัง การซื้อซื้อที่ดิน  เป็นเรื่องสำคัญ หากผิดพลาดจะได้รับความเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นการตัดสินใจที่จะซื้อที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งแล้ว ควรพิจารณาอะไรบ้าง ที่ดินต้องตรวจสอบอะไรบ้าง รายละเอียดดังนี้

1. ควรจะมีเวลาตรวจสอบที่ดินในพื้นที่จริง

           ตรวจสอบดูพื้นที่ดินที่จะซื้อให้ทั่ว และสำรวจสภาพแวดล้อมของที่ดิน มีมลพิษเหมาะสมกันการใช้ประโยชน์บนพื้นที่หรือไม่ แค่ดูจากผังโครงการเราอาจไม่รู้ตำแหน่งทิศทาง บริเวณพื้นที่ข้างเคียง ตำแหน่งทำเลเป็นอย่างไรควรไปดูด้วยตัวเอง

2.เป็นเอกสารโฉนดที่ดินอะไร

                สามารถซื้อขายกันได้หรือไม่ อ่านโฉนดที่ดินว่ามีกี่ประเภท

3. ขอข้อมูลโฉนดที่จะซื้อจากสำนักงานที่ดิน ควรตรวจสอบดังนี้

  • ข้อมูลขนาดการซื้อที่ดิน ตำแหน่งตรงกันกับที่ดินที่คนขายพาเราไปดูหรือไม่
  • เจ้าของที่จะซื้อซื้อที่ดินเป็นใคร อายุเท่าไร บิดามารดาชื่ออะไร มีหน้าตาอย่างไร จะได้แน่ใจว่าคนที่ผู้ซื้อติดต่อด้วยเป็นเจ้าของที่ดินจริง
  • ตรวจดูว่ามีการปลอมโฉนดหรือไม่ และโฉนดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • โฉนดดังกล่าวมีการติดอายัดหรือไม่
  • ตรวจหลังโฉนด ชื่อเจ้าของ ติดจำนองหรือไม่

4.ตรวจสอบหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับที่ดินนั้น

              โดยนำเลขกำกับระวาง นส3.ก หรือ โฉนดที่ดินนั้นอยู่ใกล้หน่วยงานใดให้ไปตรวจสอบที่หน่วยงานนั้น ตรวจสอบดังนี้
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินที่กรมป่าไม้ ที่ สำนักงานป่าไม้เขต ของจังหวัด หรือของภาคนั้นว่าอยู่ในเขตสถานที่ของกรมป่าไม้หรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมเจ้าท่า ในกรณีที่ดินใกล้ทะเล
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ สำนักงานปกครองท้องถิ่นว่าถนนที่อยู่หน้าแปลงมีการขยายเขตในอนาคตหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ การทางพิเศษอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมการบินพาณิชย์ อยู่ในเขตวิทยุสื่อสารการบิน หรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือส่วนภูมิภาค อยู่ในแนว เดินสายไฟแรงสูงหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมทางหลวง อยู่ในบริเวณโครงการตัดถนนหรือไม่

5. ควรตรวจวัดพื้นที่ดินก่อนซื้อที่ดิน และแนวเขตที่ดินให้ชัดเจน

              เพื่อให้ทราบขนาดที่ดินจริงว่าตรงกับสัญญาซื้อที่ดินนั้นหรือไม่ เขตแดนมีอานาเขตอย่างไร ถามคนขายให้แน่ใจแล้วทำเครื่องหมายไว้ก่อน

6.ตรวจสอบกับ ผังเมือง หรือกรมโยธา

             การซื้อที่ดินควรตรวจสอบกับผังเมือง หรือกรมโยธาที่เขตที่ดินของจังหวัดนั้น ว่าห้ามก่อสร้างประเภทอาคารอะไรบ้าง สร้างบ้านได้หรือไม่

7. สอบถามประวัติที่ดินนั้นว่าเป็นของใคร

            การซื้อที่ดินควรรู้ประวัติที่ดินนั้นเป็นโฉนดที่สามารถซื้อขายได้ตามกฎหมายหรือไม่หรือต้องฟ้องร้องก่อนถึงจะซื้อได้กัน มีปัญหากับเจ้าของเดิมหรือที่ดินข้างเคียงหรือไม่ ที่ดินเคยใช้ทำอะไรมาก่อนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อที่ดินนั้น

8. สอบถามคนในพื้นที่ใกล้เคียง

           การซื้อที่ดินควรสอบถามเจ้าของที่แถวนั้น ว่าถ้าซื้อที่ดินแถวนี้เป็นอย่างไร ถ้าเป็นที่ดินในโครงการ ควรสอบถามผู้เข้าอยู่ก่อนแล้ว ถามถึงสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสาธารณูปโภคต่าง

9. ที่ดินริมน้ำ

          การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบระดับน้ำขึ้นลง ว่ามีระดับสม่ำเสมอกันหรือไม่

10. ตรวจสอบประวัติเรื่องน้ำท่วม

           เคยเกิดน้ำท่วมระดับสูงแค่ไหน หากซื้อเพื่อสร้างบ้านต้องระวังที่ลุ่มเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม จะทำให้บ้านเรือนที่สร้างได้รับความเสียหาย

11. สภาพภูมิอากาศ

           มีสภาพอากาศน่าอยู่อาศัยหรือลงทุนทำกิจการ หรือไม่ แห้งแล้งไม่เหมาะแก่การปลูกพื้น  หรือร่มรื่นน่าอยู่อาศัย มีปัญหาด้านอุทกภัยหรือไม่

12. ขนาดของที่ดิน วัดแล้วตรงกับสัญญาซื้อขายหรือไม่

13. ก่อนซื้อที่ดินในโครงการต้องเปรียบเทียบดูที่ดินหลายโครงการ

            จะทำให้การตัดสินใจหรือต่อรอง ได้ประโยชน์กับเรามากที่สุด

14. ตรวจสอบเรื่องสาธารณูปโภค

              คุณภาพไฟฟ้าตกบ่อยหรือไม่ ประปาไหลแรงหรือไม่ ระบบระบายน้ำ

15. ที่ดินมีทางเข้าออกหรือไม่

               หรือต้องใช้เส้นทางของผู้อื่น โดยมีการจดภาระจำยอมหรือไม่ เพราะไม่ใช่ถนนสาธารณะ จะไม่มีใครรับรองสภาพการใช้งาน เพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถยื่นมือเข้ามาทำอะไรได้ ถ้ามันพังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีท่อระบายน้ำ เจ้าของที่เขาไม่ทำ เราต้องทำเอง

16.ซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน การคมนาคมเดินทาง-เข้าออกสะดวก

               เดินทางไปทำงาน ไปแหล่งการค้า โรงเรียน ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก

17. ทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมโดยรวม

                รู้แนวโน้มของการก่อสร้างอาคารโดยรอบ และสภาพแวดล้อมในอนาคต เหมาะสมที่จะอยู่อาศัยหรือไม่

18. เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกเวนคืนที่ดิน

               เพื่อทำสาธารณะประโยชน์ใดๆหรือไม่ ต้องตรวจสอบอย่างรอบครอบ

19. การทำสัญญา หากเราไม่แน่ใจเรื่องใดควรระบุในสัญญาด้วย

               เช่นราคาที่ดินที่ เป็นแบบเหมาแปลงหรือต่อตารางวา แก้ปัญหาที่ดินขาดหรือเกิน เพราะการรังวัดมันคลาดเคลื่อนกันได้เสมอ หากขายเราสามารถจ่ายตามจริงได้ หากเกินเราต้องจ่ายเพิ่มเพื่อความยุติธรรม

20. หากซื้อที่ดินตาบอดต้องมีภาระจำยอมของที่ดินข้างเคียง

                การซื้อที่ดินต้องดูทางเข้าออกผ่านที่ของใครบ้าง เจ้าของที่ข้างเคียงที่เราใช้เป็นทางผ่านได้ทำภาระจำยอมเรียบร้อยแล้วทุกแปลงหรือไม่ โดยจะมีการจ่ายค่าผ่านทางระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ที่ขอภาระจำยอมเป็นรายปี

ลงประกาศขายที่ดินบนเว็บลงประกาศฟรีอย่างไรให้น่าสนใจ

             ผู้ที่ซื้อที่ดินต้องตรวจสอบที่ดิน โฉนดอย่างรอบครอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะที่ดินมีราคาแพงหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เราเสียเงินไปจำนวนมาก และอาจไม่ได้ที่ดินตรงตามที่เราต้องการ
              หวังว่าข้อมูลบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อที่ดิน ให้สามารถซื้อที่ดินได้ประสบความสำเร็จไม่โดนกลโกง และได้ที่ดินที่ดี ถูกใจผู้ซื้อ สามารถนำมาทำประโยชน์สร้างบ้าน ทำกิจการ ลงทุนทำธุรกิจได้

ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

รู้ทันกฏหมาย - ซื้อที่ดิน ขายที่ดิน

                ในการซื้อที่ดิน หรือขายที่ดิน นอกจากราคาซื้อที่ดิน ขายที่ดินแล้ว ยังมีเรื่องของภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องเข้าใจและนำมาใช้พิจารณาประกอบราคาขายว่าคนซื้อที่ดิน หรือขาย คนไหนจะต้องรับภาระและเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทราบต้นทุนหรือกำไรก่อนตัดสินใจ

                อย่างแรกก็คือ เงินที่ได้จากการขายที่ดิน คนขายย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือบริษัท ในอัตราตามที่ต้องเสียตามหลักการเสียภาษีเงินได้ทั่วไป โดยกฎหมายกำหนดบังคับให้มีการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน แต่ก็ใช่ว่าต้องจ่ายไปเสียทุกที หากที่ดินแปลงที่เราขาย คือที่ดินที่เราใช้เป็นที่อยู่อาศัยซึ่งได้

ซื้อที่ดิน มาใหม่ๆ ภายใน 1 ปี กฎหมายก็ใจดียกเว้นภาษีให้ เมื่อไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ให้เขาไป ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ตรงนั้น เราจึงต้องทำการยื่นเรื่องต่อสรรพากรเพื่อขอคืนภาษี โดยยื่นที่สรรพากรเขตพื้นที่ที่เรามีภูมิลำเนา คือที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเขตไหน ก็ไปที่เขตนั้น ไม่ใช่ไปขอรับกันในเขตที่ตั้งของที่ดินนอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสมัยก่อนก็คือภาษีการค้า ในอัตราร้อยละ 3.3 ของราคาที่สูงกว่าระหว่างราคาซื้อขายจริงกับราคาประเมินที่ดิน ภาษีตัวนี้คนที่มีหน้าที่จ่ายได้แก่คนที่ขายเพราะได้ประโยชน์จากการค้า โดยจ่ายในขณะที่ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะต้องจ่ายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการขายที่ดินที่คนขายเป็นเจ้าของเป็นเวลายังไม่ถึง 5 ปี วิธีที่จำง่ายๆ ก็คือ ภาษีตัวนี้เขาจะเก็บจากการที่คนขายทำกำไรหรือขายในทางการค้า แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการค้าหรือไม่ ก็ต้องดูระยะเวลา 5 ปีเป็นเกณฑ์ตั้งไว้ ประมาณว่าซื้อมาขายไป ซึ่งเก็งกำไรในเวลาสั้นๆ ดังนั้น การซื้อที่ดิน มาเก็บไว้นานกว่านั้น แม้จะขายแล้วกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ  พอเข้าข่ายที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อไหร่ ก็มีภาษีอีกตัวที่ดักรอไว้ นั่นคือ อากรแสตมป์ อากรเป็นภาษีชนิดหนึ่ง เมื่อมีคำว่าแสตมป์ต่อท้ายก็หมายความว่า เราต้องจ่ายค่าแสตมป์มาปิดบนเอกสารการซื้อซื้อที่ดิน ขายที่ดิน  อัตราที่ต้องจ่ายคือร้อยละห้าสิบสตางค์ของราคาซื้อที่ดิน ขายที่ดิน  เราอาจคุ้นกับการปิดแสตมป์ลงไปบนเอกสาร  งานนี้ไม่มีเสียน้ำลายในการปิดแปะ สามารถจ่ายเป็นเงินได้ ยังไม่จบไม่สิ้นแค่นี้ ในการที่เราไปรบกวนราชการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเข้าหลวง ค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่ที่อัตราร้อยละ 2 ของราคาประเมินที่ดิน  การจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนนี้ ก็แล้วแต่ว่าจะตกลงกันไว้อย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้นได้ ไม่เช่นนั้นก็หารสองแบ่งภาระกันไประหว่างคนขายกับคนซื้อ มีที่มีทางกับเขาหากจะเอามาผันเป็นเงินเมื่อไหร่ก็มีภาระที่ต้องจ่ายออกไป ส่วนคนที่อยากมีหลักทรัพย์เป็นของตนเองเพื่ออนาคต แม้จะคำนวณราคาที่ดินว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆ แค่ไหน ก็ต้องอย่าลืมคำนวณต้นทุนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายออกไป ณ วันที่มีการซื้อขายเป็นต้นทุนด้วยเช่นกัน รู้และเข้าใจก่อนตกลงราคาทั้งหลายก็จะช่วยให้ผลกำไรหรือความพึงพอใจสมบูรณ์ตามความตั้งใจ ไม่ต้องมาบ่นเสียดายในภายหลัง

ขอบคุณเนื้อหาจาก 
komchadluek.net
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ 
http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/



วิธีป้องกันการทุจริตหลอกลวงเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน

1.             เก็บรักษาการซื้อที่ดินโฉนด หรือหนังสือสำคัญของท่านไว้ในที่ปลอดภัยอย่าให้สูญหาย 
2.             อย่าทำสัญญากู้ยืมเงินการซื้อที่ดินเอง โดยรับมอบโฉนดไว้เป็นประกันอาจเป็นโฉนดปลอม 
3.             อย่าหลงเชื่อมอบโฉนดการซื้อที่ดินของท่านให้ผู้อื่นอาจถูกปลอมแปลงสับเปลี่ยนโฉนดได้ 
4.             อย่าเซ็นชื่อลงในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่กรอกข้อความเป็นอันขาด บุคคลผู้รับมอบอำนาจจะต้องเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ 
5.             ก่อนซื้อที่ดิน รับจำนอง หรือรับซื้อฝากที่ดินควรตรวจสอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือสำคัญของท่าน ที่ตั้งและสภาพที่ดินให้แน่นอนก่อน 
6.             อย่าหลงเชื่อนายหน้าให้มากนัก 
7.             การซื้อที่ดิน ควรซื้อที่ดินจากผู้ที่ไว้วางใจได้ เช่น มีใบอนุญาตทางราชการให้ทำการจัดสรร 
8.             หมั่นตรวจสอบที่ดินของท่านทั้งทางทะเบียนและที่ดิน 
9.             การตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียน ท่านสามารถสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ได้ 
10.      ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องมาจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน 
11.      อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา หรือนายหน้ามาชักจูง ควรตรวจที่ตั้งที่ดิน เช่น อยู่ใกล้หรือไกลถนนและสภาพที่ดินเป็นอย่างไรก่อนซื้อ 
ทำอย่างไรที่การซื้อที่ดินของท่านจึงจะปลอดภัยจากผู้ทุจริต
1.             ไม่มอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น 
2.             อย่าลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้ครบถ้วน 
3.             ควรไปติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับที่ดินของท่านอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง                                                           

ขอบคุณข้อมูลจาก vtlandlawoffice.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com