วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

การเลือกซื้อที่ดินให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

                          การเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้น จำเป็นต้องได้รับการเลือกให้ถูกหลักฮวงจุ้ยตั้งแต่เริ่มต้นเลยหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้นไม่จำเป็นต้องดูฮวงจุ้ย คิดว่าการดูฮวงจุ้ยนั้นจะเริ่มเมื่อตอนที่เริ่มมีสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านพักอาศัย สำนักงาน หรือ โรงงาน ขึ้นมาก่อน ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่เราเริ่มพิจารณาปัจจัยของฮวงจุ้ยตั้งแต่การเริ่มเลือก ซื้อที่ดินเปล่านั้น ก็เหมือนกับการที่เราคิดอยากจะมีบุตรแล้วเริ่มปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ตั้งครรภ์ เพื่อที่จะเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนการมีบุตร เพื่อให้เราได้บุตรที่มีสุขภาพที่ดี

             หากเราสามารถเลือกซื้อที่ดินเปล่าที่ถูกหลักฮวงจุ้ยได้ตั้งแต่ต้นการที่เราจะ เริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นก็จะเป็นไปได้อย่างสอด คล้องกับหลักการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองของเจ้าของบ้านและสมาชิกภายในครอบครัวนั่น เอง เพราะการเลือกที่ดินให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นซินแสจะให้ความสำคัญทั้ง เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงชัยภูมิ (Landform Feng Shui Theory) และ ศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงองศาทิศทาง (Compass Feng Shui Thery) เพื่อให้ที่ดินของเราสามารถรับและสะสมกระแสพลังงานชี่ (Qi) ได้อย่างพอเพียงและมีทิศทางของที่ดินที่เป็นทิศทางที่เสริมกับดวงชะตาของ เจ้าของที่ดินตามการดูดวงในระบบโป๊ยหยี่ซี้เถียว (Four Pillars) นั่งเอง โดยผมสามารถกล่าวถึงหลักการในการเลือกที่ดินเปล่าที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยได้ดังนี้

              1. การเลือกซื้อที่ดินต้องดูลักษณะของที่ดินเป็นรูปทรงที่สามารถกักเก็บกระแสพลังงานได้ เนื่องจากฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของการบริหารกระแสพลังงานตามธรรมชาติ หากลักษณะที่ดินนั้นไม่สามารถเปิดให้กระแสพลังงานนั้นหลากเข้าไปได้สะดวก หรือหากกระแสนั้นหลากเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถกักเก็บได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นลักษณะของฮวงจุ้ยที่ดีอยู่ดี โดยรูปทรงของที่ดินเบื้องต้นนั้น หากเป็นที่ดินที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นจัตุรัสหรือผืนผ้าที่ด้าน หน้าของที่ดินนั้นไม่แคบจนเกินไป ถือว่าเป็นรูปทรงของที่ดินที่ใช้งานได้ เพราะหากที่ดินหน้าแคบเกินไปก็จะไม่สามารถเปิดรับกระแสพลังงานจากด้าน หน้าที่ดินได้และหากเป็นไปได้การที่หน้ากว้างที่ดินด้านหน้านั้นกว้างน้อยกว่าหน้ากว้าง ที่ดินด้านหลังเล็กน้อยนั้นก็ถือว่าเป็นรูปแบบที่ช่วยในการสะสมกระแสพลังงาน ให้ไม่สามารถออกไปไหลได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสำหรับในเรื่องของหน้ากว้างที่ดินที่เรามักพูดกันกว่า “หน้าแคบ หลงกว้าง” นั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเรายังสามารถใช้การออกแบบชัยภูมิที่ดินร่วมไปได้ด้วย

             2. การเลือกซื้อที่ดินที่ดินต้องไม่เป็นระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินข้างเคียงเนื่องจากกระแสอากาศไหลรวมลงสู่ที่ต่ำตามกฎของนิวตัน (Newton Gravity Law) ดังนั้นหากที่ดินของเรามีระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับที่ดินข้างเคียง ก็หมายถึงว่าที่ดินของเราสามารถสะสมกระแสอากาศได้มากกว่าผู้อื่น หากเราสามารถเลือกทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางที่รับกระแสโชค ก็จะเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งในระยะยาวได้หรือให้เราลองสังเกตุแผนที่ดาวเทียวของประเทศไทยได้ว่ากรุงเทพฯนั้นถือเป็น จังหวัดหนึ่งที่มีระดับที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆในประเทศ จึงสามารถทำให้สะสมกระแสอากาศได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ ยิ่งประกอบเข้ากับการที่มี “มังกรน้ำ” ของแม่น้ำพระยา เป็นจุดที่จ่ายกระแสให้อย่างต่อเนื่องยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้ถือว่าเป็น จังหวัดที่มีชัยภูมิที่ดีมากขึ้นไปอีก

              3. มีจุดจ่ายกระแสพลังงานไม่ว่าจะเป็นมังกรภูเขามังกรน้ำ และ มังกรที่ราบได้ เพราะถึงหากว่าที่ดินมีรูปทรงที่ดีสามารถสะสมกระแสได้ แต่ไม่มีจุดจ่ายกระแสพลังงานได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นที่ดินที่มีชัยภูมิในทาง ฮวงจุ้ยที่ดีพอ ลักษณะของสายน้ำที่ลากผ่านหน้าที่ดินซึ่งในปัจจุบันนี้ซินแสจะมองว่าเป็นถนน หรือแนวเขาที่จ่ายกระแสมาที่ที่ดินของเราหรือในปัจจุบันได้แก่อาคารข้าง เคียง หรือแม้กระทั่งแอ่งน้ำ แนว Slope ของถนนหรือที่ดิน หรือ ช่องลมของอาคารตรงข้ามที่ดิน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยในข้อนี้ท่านต้องได้รับคำปรึกษาจากซินแสที่มีประสบการณ์ครับ เพราะหากท่านสามารถเลือกแนวกระแสพลังงานที่เหมาะสมกับลักษณะที่ดินของท่าน ได้ยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรือง

                 ท้ายที่สุดนั้นท่านต้องเลือกซื้อที่ดินตามองศาทิศทางของที่ดินให้เข้ากับดวงชะตาของเจ้า ของที่ดินและสมาชิกภายในครอบครัว เนื่องจากใน ปี เดือน วัน ยาม ที่เราเกิดมานั้นเราจะประจุพลังงานที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลให้ดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล หากซินแสนั้นมีประสบการณ์มากเพียงพอ ก็จะสามารถหาได้ว่าดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นมา “ธาตุ” ที่ชอบเป็นธาตุอะไร ก็จะหาทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางของธาตุที่เจ้าบ้านและสมาชิกในครอบครัว นั้นชอบด้วย เมื่อครอบครัวนั้นได้เข้าอยู่ก็จะรับกระแสพลังงานที่ตัวเองขาดไป เข้าไปเติมเต็มดวงชะตาเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองได้

ขอบคุณข้อมูลจาก landinthai.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

รู้ทันกฎหมาย - โอนขายที่ดิน

           


              ในการซื้อที่ดินหรือขายที่ดิน นอกจากราคาซื้อขายแล้ว ยังมีเรื่องของภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องเข้าใจและนำมาใช้พิจารณาประกอบราคาซื้อขายว่าคนซื้อหรือขาย คนไหนจะต้องรับภาระและเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทราบต้นทุนหรือกำไรก่อนตัดสินใจ

              อย่างแรกก็คือ เงินที่ได้จากการซื้อที่ดิน ขายที่ดิน คนขายย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือบริษัท ในอัตราตามที่ต้องเสียตามหลักการเสียภาษีเงินได้ทั่วไป โดยกฎหมายกำหนดบังคับให้มีการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน

              ดังนั้นการต่อรอง ซื้อที่ดิน ขายที่ดิน ต้องเข้าใจว่านอกจากจะได้ค่าที่ดินแล้วยังต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่สำนักงานที่ดินด้วยจำนวนหนึ่ง จากนั้นคนขายก็สามารถนำเงินที่ถูกหักไปลงรายการรวมกับรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปีของเราต่อไป หรือจะปล่อยให้หักไว้ไม่นำมาคำนวณในรายการอื่นๆ ก็ได้   
               หากจะงงนักก็ให้คิดถึงกรณีที่เราฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วต้องเสียภาษีในจำนวนเงินดอกเบี้ยที่ได้โดยธนาคารหักภาษีเอาไว้ ณ ที่จ่ายนั้นเลยเช่นกัน  นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสมัยก่อนก็คือภาษีการค้า ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาประเมินการซื้อที่ดิน  ภาษีตัวนี้คนที่มีหน้าที่จ่ายได้แก่คนที่ขายที่ดินอีกนั่นแหละ โดยจ่ายที่สำนักงานที่ดินในขณะที่ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั่นแหละ แม้ว่าเราจะขายที่ดินตามปกติ ไม่ได้ทำมาค้าขายที่ดินเป็นอาชีพก็ตามที กฎหมายท่านจะดูที่อายุการถือครองไว้  หากมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นเวลาน้อยกว่า 5 ปีเมื่อไหร่ กฎหมายก็ตีขลุมให้ว่าคนขายที่ดินได้ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะคุณอาจซื้อที่ดินมาขายไปเพื่อเก็งกำไรในเวลาสั้นๆ ก็ได้ การซื้อที่ดินมาเก็บไว้นานกว่านั้น แม้จะขายแล้วกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 

              พอเข้าข่ายที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อไหร่ ก็มีภาษีอีกตัวที่ดักรอไว้ นั่นคือ อากรแสตมป์  อากรเป็นภาษีชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเรียกเก็บหากเราไม่ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ถ้าจ่ายตัวโน้นแล้วก็ไม่ต้องจ่ายตัวนี้ให้มันมากมายเกินไป อัตราอากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือร้อยละห้าสิบสตางค์ของราคาซื้อขาย หากราคามหาศาลเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องเสียเวลาเลียแสตมป์ปิดให้เปลืองกระดาษ  สามารถจ่ายเป็นเงินได้โดยไปชำระที่สรรพากร แล้วนำหลักฐานการชำระมาแสดงที่สำนักงานที่ดิน

             ยังไม่จบไม่สิ้นแค่นี้ ในการที่เราไปรบกวนราชการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเข้าหลวง ค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่ที่อัตราร้อยละ 2 ของราคาซื้อขายจริงแต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน  การจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนนี้ กฎหมายท่านแบ่งภาระกันไปคนละครึ่ง เว้นแต่จะตกลงกันไว้ที่จะผลักให้เป็นภาระของคนขายหรือของคนซื้อก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน 

            ทีนี้จะซื้อที่ดิน จะขายที่ดินก็รู้แล้วว่ามีภาระอะไรที่ต้องจ่ายกันบ้าง จะได้ดีดลูกคิดกดเครื่องคำนวณให้แน่ใจว่า ขายได้กำไรตามเป้าหมาย หรือซื้อที่ดินไว้แล้วต้องจ่ายบานปลายกว่าราคาต่อตารางวาอีกเท่าไหร่   เจรจาการซื้อที่ดิน ขายที่ดิน ให้ได้ประโยชน์ตามเป้าหมายก็ต่อเมื่อรู้ว่ากฎหมายเขากำหนดหน้าที่ให้ใครทำอย่างไร จะได้ไม่เสียรู้อีกฝ่ายหรือเสียดายเพราะไม่เข้าใจกฎหมายใกล้ตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก komchadluek.net
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ต้องการจะซื้อที่ดินควรตรวจสอบอะไรบ้าง

         


  ผู้ที่ต้องการ
ซื้อที่ดิน ต้องระมัดระวังมากเนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่สูงเสี่ยงต่อการถูกโกงมาก ดังนั้นเพื่อให้ได้ที่ดินที่ตรงกับความต้องการของคุณ ไม่ถูกหลอกควรจะพิจารณาหลักการซื้อที่ดิน ดังต่อไปนี้

  1. การซื้อที่ดิน ต้องตรวจสอบที่ดินว่าเป็นโฉนดอะไร ต้องเป็นโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.4 ที่เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเท่านั้นที่สามารถซื้อขายโอนกรรมสิทธ์ ได้ นอกนั้นต้องเสี่ยงหากต้องสูญไป อ่าน..โฉนดที่ดินมีกี่ประเภท ลักษณะอย่างไร
  2. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบเช็คข้อมูลที่กรมที่ดินก่อน แผนกรังวัดที่ดินดูว่าการซื้อที่ดิน ที่เราจะซื้ออยู่ในข่ายมีปัญหาหรือไม่
     
  3. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบที่ดินที่คนขายพาไปดูเป็นที่ตรงกับโฉนดหรือไม่ เป็นโฉนดหรือ นส.3
  4. เนื้อที่ขายกับเนื้อที่ที่วัดจริงตรงกันหรือไม่บ่อยครั้งที่พอซื้อไปแล้วพอวัดใหม่เนื้อที่หายไปเป็นไร่ก็มี
     
  5. การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบว่าเป็นที่สาธารณะหรือเปล่า นอกจากตรวจที่กรมที่ดินต้องไปถามกรมชลประทาน ถ้าใกล้ป่าไม้ต้องตรวจสอบที่กรมป่าไม้ด้วยว่าอยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานอะไรหรือไม่
     
  6. การซื้อที่ดิน ทุกครั้ง จะต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขาย กันอย่างถูกต้องทุกครั้งต้องหน้าเจ้าหน้าที่ที่ดิน
  7. ราคาที่ดินแพงเกินไปหรือไม่โดยเปรียบเทียบกับที่ดินที่ขายทำเลบริเวณใกล้เคียง ดูด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายค่าโอนแล้วบวกค่าใช้จ่ายการโอนเข้าไปในราคาด้วย
  8. 8ลักษณะที่ดิน สภาพแวดล้อมของที่ดิน ว่าหลักกฎหมายอนุญาตใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างบนที่ดินที่จะซื้อได้หรือไม่ ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ เช่นต้องการซื้อที่ดิน ที่ปลูกบ้านต้องเป็นที่ในแหล่งชุมชน ปลอดภัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีมลพิษ หรือซื้อที่ดิน ทำธุรกิจต้องดูว่าสภาพแวดล้อมสถานที่ใกล้เคียงเอื้อประโยชน์ในการทำ ธุรกิจหรือไม่ หรือต้องการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต้องเป็นที่ดินในเขตพื้นที่สีม่วง เป็นต้น
           **การ ซื้อที่ดิน ต้องตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ และต้องทำสัญญาซื้อขายที่กรมที่ดินทุกครั้ง เพราะเป็นมูลค่าสูง จะได้ไม่ถูกโกง ไม่สูญเงินไปเปล่าประโยชน์ และตรงตามความต้องการของคุณอย่างแท้จริงจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

9 กลยุทธ์ต่อรองราคาซื้อที่ดิน

           


  ในการ
ซื้อที่ดินการเจรจาต่อรองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ดินบางทำเลมีการบวกราคาเผื่อต่อรองไว้ หากเรามีเทคนิค วิธีเจรจาต่อรองแล้วจะทำให้เราซื้อที่ดินได้ราคาเหมาะสมไม่แพงเกินไป การเจรจาต่อรองราคาขึ้นอยู่กับคู่แข่ง และความต้องการซื้อที่ดินของผู้ซื้อ และความอยากขายของคนขายด้วย เคล็ดลับน่ารู้สำหรับคนที่กำลังจะไปเจรจาต่อรองราคาซื้อที่ดิน

1.ไม่ควรแสดงอาการอยากซื้อที่ดินจนเกินไป เพราะจะทำให้เจ้าของที่ดินโก่งราคาแพงขึ้นไปกว่าเดิม

2.หากผู้ขายที่ดินบอกว่ามีคนอยากได้หลายเจ้า ให้บอกให้เจ้าของขายให้เจ้าอื่นก่อน เพราะการซื้อที่ดินตอนมีคู่แข่งจะทำให้ซื้อได้แพง หากขายไม่ได้ค่อยมาหาเรา และตั้งราคาให้เลยว่าเราสู้ได้ราคาเท่าไหร่

3.ผู้ซื้อตั้งราคาที่ดินที่สามารถซื้อได้เอง เจ้าของที่ดินมักจะตั้งราคาขายแล้วเสนอให้เราเป็นฝ่ายตั้งรับ ควรพิจารณาราคาที่ที่ไม่แพง เหมาะสำหรับกำลังซื้อของตนเอง

4.หากที่ดินสวยถูกใจ และมีคู่แข่ง ราคาที่เราสามารถซื้อได้ควรซื้อเลย ไม่ควรต่อราคาเดี๋ยวจะอดได้ที่ดินสวยที่ถูกใจไปทำให้เสียใจภายหลังได้

5.ทำสัญญาและวางมัดจำไว้ก่อน ในสัญญาเขียนว่าห้ามขายให้เจ้าอื่นก่อนไว้เพื่อไม่ให้เจ้าของเปลี่ยนใจหากมีคนให้ราคาดีกว่า แต่บางครั้งมัดจำทำให้เราต่อรองต่อไม่ได้อีก ราคาถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

6.ไม่ควรโลภอยากได้มาก เพระทำให้คนขาย ขายราคาแพง เพราะเห็นว่าเราอยากได้มาก เราควรซื้อด้วยอารมณ์สุขุมรอบคอบไว้ก่อน ศึกษาตรวจสอบข้อมูลที่ดินที่จะซื้อให้ละเอียด วิธีตรวจสอบที่ดิน ก่อนซื้อที่ดินอย่างไร ไม่ให้ถูกโกง

7. ความจำเป็นในการซื้อที่ดิน ซื้อที่ดินแล้วเอาไปทำประโยชน์อะไร บางคนซื้อที่ดินไว้ปล่อยทิ้งว่างไม่ได้ประโยชน์ แต่บางคนซื้อที่ดินสร้างอพาร์ทเม้น ห้องเช่าให้เช่าถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอีก หรือบางคนซื้อที่ดินไว้ปลูกบ้านควรเลือกทำเลที่ดี และมีใบอนุญาตปลูกบ้านได้

8.ความจริงใจของผู้ขาย โดยผู้ขายที่ประกาศขายตั้งราคา บอกจำนวนไร่อย่างอะเลียด ชัดเจน แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้ขายน่าเชื่อถือ มากกว่าผู้ที่ไม่บอกราคา รายละเอีดชัดเจน

9. ควรซื้อที่ดินในพื้นที่ ที่มีคนรู้จัก ที่ขอให้ช่วยดูแลที่ดินให้ได้ สภาพแวดล้อมดี น่าอยู่ ที่ข้างเคียงเป็นมิตร วิธีลงประกาศขายที่ดินบนเว็บอย่างไรให้น่าสนใจ

          ผู้ที่จะซื้อที่ดินต้องตรวจสอบที่ดิน โฉนดอย่างรอบครอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะที่ดินมีราคาแพงหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เราเสียเงินไปจำนวนมาก และอาจไม่ได้ที่ดินตรงตามที่เราต้องการ
          หวังว่าข้อมูลบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อที่ดินให้สามารถซื้อที่ดินได้ประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรองราคาให้ได้ราคาที่พอใจ สำหรับผู้ซื้อผู้ขาย และได้ที่ดินที่ดี ถูกใจผู้ซื้อ สามารถนำมาทำประโยชน์สร้างบ้าน ทำกิจการ ลงทุนทำธุรกิจได้

ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีีดของเราต่อที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/

20 วิธีตรวจสอบที่ดิน ก่อนซื้อที่ดินอย่างไร ไม่ให้ถูกโกง

           สำหรับคนที่ยังไม่มีที่ดิน และคิดจะซื้อที่ดินอยู่ ก็ขอแนะนำข้อควรสังเกตสำหรับคนจะซื้อที่ดิน ไว้เพื่อเป็นแนวทาง ให้เลือกซื้อ และซื้อที่ดิน โดยไม่มีปัญหา ภายหลัง การซื้อซื้อที่ดิน  เป็นเรื่องสำคัญ หากผิดพลาดจะได้รับความเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นการตัดสินใจที่จะซื้อที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งแล้ว ควรพิจารณาอะไรบ้าง ที่ดินต้องตรวจสอบอะไรบ้าง รายละเอียดดังนี้

1. ควรจะมีเวลาตรวจสอบที่ดินในพื้นที่จริง

           ตรวจสอบดูพื้นที่ดินที่จะซื้อให้ทั่ว และสำรวจสภาพแวดล้อมของที่ดิน มีมลพิษเหมาะสมกันการใช้ประโยชน์บนพื้นที่หรือไม่ แค่ดูจากผังโครงการเราอาจไม่รู้ตำแหน่งทิศทาง บริเวณพื้นที่ข้างเคียง ตำแหน่งทำเลเป็นอย่างไรควรไปดูด้วยตัวเอง

2.เป็นเอกสารโฉนดที่ดินอะไร

                สามารถซื้อขายกันได้หรือไม่ อ่านโฉนดที่ดินว่ามีกี่ประเภท

3. ขอข้อมูลโฉนดที่จะซื้อจากสำนักงานที่ดิน ควรตรวจสอบดังนี้

  • ข้อมูลขนาดการซื้อที่ดิน ตำแหน่งตรงกันกับที่ดินที่คนขายพาเราไปดูหรือไม่
  • เจ้าของที่จะซื้อซื้อที่ดินเป็นใคร อายุเท่าไร บิดามารดาชื่ออะไร มีหน้าตาอย่างไร จะได้แน่ใจว่าคนที่ผู้ซื้อติดต่อด้วยเป็นเจ้าของที่ดินจริง
  • ตรวจดูว่ามีการปลอมโฉนดหรือไม่ และโฉนดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • โฉนดดังกล่าวมีการติดอายัดหรือไม่
  • ตรวจหลังโฉนด ชื่อเจ้าของ ติดจำนองหรือไม่

4.ตรวจสอบหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับที่ดินนั้น

              โดยนำเลขกำกับระวาง นส3.ก หรือ โฉนดที่ดินนั้นอยู่ใกล้หน่วยงานใดให้ไปตรวจสอบที่หน่วยงานนั้น ตรวจสอบดังนี้
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินที่กรมป่าไม้ ที่ สำนักงานป่าไม้เขต ของจังหวัด หรือของภาคนั้นว่าอยู่ในเขตสถานที่ของกรมป่าไม้หรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมเจ้าท่า ในกรณีที่ดินใกล้ทะเล
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ สำนักงานปกครองท้องถิ่นว่าถนนที่อยู่หน้าแปลงมีการขยายเขตในอนาคตหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ การทางพิเศษอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมการบินพาณิชย์ อยู่ในเขตวิทยุสื่อสารการบิน หรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือส่วนภูมิภาค อยู่ในแนว เดินสายไฟแรงสูงหรือไม่
  • ตรวจสอบการซื้อที่ดินกับ กรมทางหลวง อยู่ในบริเวณโครงการตัดถนนหรือไม่

5. ควรตรวจวัดพื้นที่ดินก่อนซื้อที่ดิน และแนวเขตที่ดินให้ชัดเจน

              เพื่อให้ทราบขนาดที่ดินจริงว่าตรงกับสัญญาซื้อที่ดินนั้นหรือไม่ เขตแดนมีอานาเขตอย่างไร ถามคนขายให้แน่ใจแล้วทำเครื่องหมายไว้ก่อน

6.ตรวจสอบกับ ผังเมือง หรือกรมโยธา

             การซื้อที่ดินควรตรวจสอบกับผังเมือง หรือกรมโยธาที่เขตที่ดินของจังหวัดนั้น ว่าห้ามก่อสร้างประเภทอาคารอะไรบ้าง สร้างบ้านได้หรือไม่

7. สอบถามประวัติที่ดินนั้นว่าเป็นของใคร

            การซื้อที่ดินควรรู้ประวัติที่ดินนั้นเป็นโฉนดที่สามารถซื้อขายได้ตามกฎหมายหรือไม่หรือต้องฟ้องร้องก่อนถึงจะซื้อได้กัน มีปัญหากับเจ้าของเดิมหรือที่ดินข้างเคียงหรือไม่ ที่ดินเคยใช้ทำอะไรมาก่อนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อที่ดินนั้น

8. สอบถามคนในพื้นที่ใกล้เคียง

           การซื้อที่ดินควรสอบถามเจ้าของที่แถวนั้น ว่าถ้าซื้อที่ดินแถวนี้เป็นอย่างไร ถ้าเป็นที่ดินในโครงการ ควรสอบถามผู้เข้าอยู่ก่อนแล้ว ถามถึงสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสาธารณูปโภคต่าง

9. ที่ดินริมน้ำ

          การซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบระดับน้ำขึ้นลง ว่ามีระดับสม่ำเสมอกันหรือไม่

10. ตรวจสอบประวัติเรื่องน้ำท่วม

           เคยเกิดน้ำท่วมระดับสูงแค่ไหน หากซื้อเพื่อสร้างบ้านต้องระวังที่ลุ่มเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม จะทำให้บ้านเรือนที่สร้างได้รับความเสียหาย

11. สภาพภูมิอากาศ

           มีสภาพอากาศน่าอยู่อาศัยหรือลงทุนทำกิจการ หรือไม่ แห้งแล้งไม่เหมาะแก่การปลูกพื้น  หรือร่มรื่นน่าอยู่อาศัย มีปัญหาด้านอุทกภัยหรือไม่

12. ขนาดของที่ดิน วัดแล้วตรงกับสัญญาซื้อขายหรือไม่

13. ก่อนซื้อที่ดินในโครงการต้องเปรียบเทียบดูที่ดินหลายโครงการ

            จะทำให้การตัดสินใจหรือต่อรอง ได้ประโยชน์กับเรามากที่สุด

14. ตรวจสอบเรื่องสาธารณูปโภค

              คุณภาพไฟฟ้าตกบ่อยหรือไม่ ประปาไหลแรงหรือไม่ ระบบระบายน้ำ

15. ที่ดินมีทางเข้าออกหรือไม่

               หรือต้องใช้เส้นทางของผู้อื่น โดยมีการจดภาระจำยอมหรือไม่ เพราะไม่ใช่ถนนสาธารณะ จะไม่มีใครรับรองสภาพการใช้งาน เพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถยื่นมือเข้ามาทำอะไรได้ ถ้ามันพังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีท่อระบายน้ำ เจ้าของที่เขาไม่ทำ เราต้องทำเอง

16.ซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน การคมนาคมเดินทาง-เข้าออกสะดวก

               เดินทางไปทำงาน ไปแหล่งการค้า โรงเรียน ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก

17. ทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมโดยรวม

                รู้แนวโน้มของการก่อสร้างอาคารโดยรอบ และสภาพแวดล้อมในอนาคต เหมาะสมที่จะอยู่อาศัยหรือไม่

18. เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกเวนคืนที่ดิน

               เพื่อทำสาธารณะประโยชน์ใดๆหรือไม่ ต้องตรวจสอบอย่างรอบครอบ

19. การทำสัญญา หากเราไม่แน่ใจเรื่องใดควรระบุในสัญญาด้วย

               เช่นราคาที่ดินที่ เป็นแบบเหมาแปลงหรือต่อตารางวา แก้ปัญหาที่ดินขาดหรือเกิน เพราะการรังวัดมันคลาดเคลื่อนกันได้เสมอ หากขายเราสามารถจ่ายตามจริงได้ หากเกินเราต้องจ่ายเพิ่มเพื่อความยุติธรรม

20. หากซื้อที่ดินตาบอดต้องมีภาระจำยอมของที่ดินข้างเคียง

                การซื้อที่ดินต้องดูทางเข้าออกผ่านที่ของใครบ้าง เจ้าของที่ข้างเคียงที่เราใช้เป็นทางผ่านได้ทำภาระจำยอมเรียบร้อยแล้วทุกแปลงหรือไม่ โดยจะมีการจ่ายค่าผ่านทางระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ที่ขอภาระจำยอมเป็นรายปี

ลงประกาศขายที่ดินบนเว็บลงประกาศฟรีอย่างไรให้น่าสนใจ

             ผู้ที่ซื้อที่ดินต้องตรวจสอบที่ดิน โฉนดอย่างรอบครอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะที่ดินมีราคาแพงหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เราเสียเงินไปจำนวนมาก และอาจไม่ได้ที่ดินตรงตามที่เราต้องการ
              หวังว่าข้อมูลบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อที่ดิน ให้สามารถซื้อที่ดินได้ประสบความสำเร็จไม่โดนกลโกง และได้ที่ดินที่ดี ถูกใจผู้ซื้อ สามารถนำมาทำประโยชน์สร้างบ้าน ทำกิจการ ลงทุนทำธุรกิจได้

ขอบคุณข้อมูลจาก poolprop.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

รู้ทันกฏหมาย - ซื้อที่ดิน ขายที่ดิน

                ในการซื้อที่ดิน หรือขายที่ดิน นอกจากราคาซื้อที่ดิน ขายที่ดินแล้ว ยังมีเรื่องของภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องเข้าใจและนำมาใช้พิจารณาประกอบราคาขายว่าคนซื้อที่ดิน หรือขาย คนไหนจะต้องรับภาระและเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทราบต้นทุนหรือกำไรก่อนตัดสินใจ

                อย่างแรกก็คือ เงินที่ได้จากการขายที่ดิน คนขายย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือบริษัท ในอัตราตามที่ต้องเสียตามหลักการเสียภาษีเงินได้ทั่วไป โดยกฎหมายกำหนดบังคับให้มีการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน แต่ก็ใช่ว่าต้องจ่ายไปเสียทุกที หากที่ดินแปลงที่เราขาย คือที่ดินที่เราใช้เป็นที่อยู่อาศัยซึ่งได้

ซื้อที่ดิน มาใหม่ๆ ภายใน 1 ปี กฎหมายก็ใจดียกเว้นภาษีให้ เมื่อไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ให้เขาไป ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ตรงนั้น เราจึงต้องทำการยื่นเรื่องต่อสรรพากรเพื่อขอคืนภาษี โดยยื่นที่สรรพากรเขตพื้นที่ที่เรามีภูมิลำเนา คือที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเขตไหน ก็ไปที่เขตนั้น ไม่ใช่ไปขอรับกันในเขตที่ตั้งของที่ดินนอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสมัยก่อนก็คือภาษีการค้า ในอัตราร้อยละ 3.3 ของราคาที่สูงกว่าระหว่างราคาซื้อขายจริงกับราคาประเมินที่ดิน ภาษีตัวนี้คนที่มีหน้าที่จ่ายได้แก่คนที่ขายเพราะได้ประโยชน์จากการค้า โดยจ่ายในขณะที่ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะต้องจ่ายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการขายที่ดินที่คนขายเป็นเจ้าของเป็นเวลายังไม่ถึง 5 ปี วิธีที่จำง่ายๆ ก็คือ ภาษีตัวนี้เขาจะเก็บจากการที่คนขายทำกำไรหรือขายในทางการค้า แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการค้าหรือไม่ ก็ต้องดูระยะเวลา 5 ปีเป็นเกณฑ์ตั้งไว้ ประมาณว่าซื้อมาขายไป ซึ่งเก็งกำไรในเวลาสั้นๆ ดังนั้น การซื้อที่ดิน มาเก็บไว้นานกว่านั้น แม้จะขายแล้วกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ  พอเข้าข่ายที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อไหร่ ก็มีภาษีอีกตัวที่ดักรอไว้ นั่นคือ อากรแสตมป์ อากรเป็นภาษีชนิดหนึ่ง เมื่อมีคำว่าแสตมป์ต่อท้ายก็หมายความว่า เราต้องจ่ายค่าแสตมป์มาปิดบนเอกสารการซื้อซื้อที่ดิน ขายที่ดิน  อัตราที่ต้องจ่ายคือร้อยละห้าสิบสตางค์ของราคาซื้อที่ดิน ขายที่ดิน  เราอาจคุ้นกับการปิดแสตมป์ลงไปบนเอกสาร  งานนี้ไม่มีเสียน้ำลายในการปิดแปะ สามารถจ่ายเป็นเงินได้ ยังไม่จบไม่สิ้นแค่นี้ ในการที่เราไปรบกวนราชการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเข้าหลวง ค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่ที่อัตราร้อยละ 2 ของราคาประเมินที่ดิน  การจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนนี้ ก็แล้วแต่ว่าจะตกลงกันไว้อย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้นได้ ไม่เช่นนั้นก็หารสองแบ่งภาระกันไประหว่างคนขายกับคนซื้อ มีที่มีทางกับเขาหากจะเอามาผันเป็นเงินเมื่อไหร่ก็มีภาระที่ต้องจ่ายออกไป ส่วนคนที่อยากมีหลักทรัพย์เป็นของตนเองเพื่ออนาคต แม้จะคำนวณราคาที่ดินว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆ แค่ไหน ก็ต้องอย่าลืมคำนวณต้นทุนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายออกไป ณ วันที่มีการซื้อขายเป็นต้นทุนด้วยเช่นกัน รู้และเข้าใจก่อนตกลงราคาทั้งหลายก็จะช่วยให้ผลกำไรหรือความพึงพอใจสมบูรณ์ตามความตั้งใจ ไม่ต้องมาบ่นเสียดายในภายหลัง

ขอบคุณเนื้อหาจาก 
komchadluek.net
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ 
http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/



วิธีป้องกันการทุจริตหลอกลวงเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน

1.             เก็บรักษาการซื้อที่ดินโฉนด หรือหนังสือสำคัญของท่านไว้ในที่ปลอดภัยอย่าให้สูญหาย 
2.             อย่าทำสัญญากู้ยืมเงินการซื้อที่ดินเอง โดยรับมอบโฉนดไว้เป็นประกันอาจเป็นโฉนดปลอม 
3.             อย่าหลงเชื่อมอบโฉนดการซื้อที่ดินของท่านให้ผู้อื่นอาจถูกปลอมแปลงสับเปลี่ยนโฉนดได้ 
4.             อย่าเซ็นชื่อลงในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่กรอกข้อความเป็นอันขาด บุคคลผู้รับมอบอำนาจจะต้องเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ 
5.             ก่อนซื้อที่ดิน รับจำนอง หรือรับซื้อฝากที่ดินควรตรวจสอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือสำคัญของท่าน ที่ตั้งและสภาพที่ดินให้แน่นอนก่อน 
6.             อย่าหลงเชื่อนายหน้าให้มากนัก 
7.             การซื้อที่ดิน ควรซื้อที่ดินจากผู้ที่ไว้วางใจได้ เช่น มีใบอนุญาตทางราชการให้ทำการจัดสรร 
8.             หมั่นตรวจสอบที่ดินของท่านทั้งทางทะเบียนและที่ดิน 
9.             การตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียน ท่านสามารถสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ได้ 
10.      ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องมาจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน 
11.      อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา หรือนายหน้ามาชักจูง ควรตรวจที่ตั้งที่ดิน เช่น อยู่ใกล้หรือไกลถนนและสภาพที่ดินเป็นอย่างไรก่อนซื้อ 
ทำอย่างไรที่การซื้อที่ดินของท่านจึงจะปลอดภัยจากผู้ทุจริต
1.             ไม่มอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น 
2.             อย่าลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้ครบถ้วน 
3.             ควรไปติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับที่ดินของท่านอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง                                                           

ขอบคุณข้อมูลจาก vtlandlawoffice.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

                

การเลือก "ซื้อที่ดิน" เปล่าให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

             


                การเลือกซื้อที่ดินเปล่า นั้น จำเป็นต้องได้รับการเลือกให้ถูกหลักฮวงจุ้ยตั้งแต่เริ่มต้นเลยหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้นไม่จำเป็นต้องดูฮวงจุ้ย คิดว่าการดูฮวงจุ้ยนั้นจะเริ่มเมื่อตอนที่เริ่มมีสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านพักอาศัย สำนักงาน หรือ โรงงาน ขึ้นมาก่อน ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่เราเริ่มพิจารณาปัจจัยของฮวงจุ้ยตั้งแต่การเริ่มเลือกซื้อที่ดินเปล่านั้น ก็เหมือนกับการที่เราคิดอยากจะมีบุตรแล้วเริ่มปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ตั้งครรภ์ เพื่อที่จะเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนการมีบุตร เพื่อให้เราได้บุตรที่มีสุขภาพที่ดี


                หากเราสามารถเลือกซื้อที่ดินเปล่าที่ถูกหลักฮวงจุ้ยได้ตั้งแต่ต้นการที่ เราจะเริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นก็จะเป็นไปได้ อย่างสอดคล้องกับหลักการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองของเจ้าของบ้านและสมาชิกภายในครอบครัวนั่น เอง เพราะการเลือกซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยนั้นซินแสจะให้ความสำคัญทั้ง เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงชัยภูมิ (Landform Feng Shui Theory) และ ศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงองศาทิศทาง (Compass Feng Shui Thery) เพื่อให้การซื้อที่ดินของเราสามารถรับและสะสมกระแสพลังงานชี่ (Qi) ได้อย่างพอเพียงและมีทิศทางของที่ดินที่เป็นทิศทางที่เสริมกับดวงชะตาของ เจ้าของที่ดินตามการดูดวงในระบบโป๊ยหยี่ซี้เถียว (Four Pillars) นั่งเอง โดยผมสามารถกล่าวถึงหลักการในการเลือกซื้อที่ดินเปล่าที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยได้ดัง นี้
                1.ลักษณะของที่ดินเป็นรูปทรงที่สามารถกักเก็บกระแสพลังงานได้  เนื่องจากฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของการบริหารกระแสพลังงานตามธรรมชาติ หากลักษณะที่ดินนั้นไม่สามารถเปิดให้กระแสพลังงานนั้นหลากเข้าไปได้สะดวก หรือหากกระแสนั้นหลากเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถกักเก็บได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นลักษณะของฮวงจุ้ยที่ดีอยู่ดี โดยรูปทรงของที่ดินเบื้องต้นนั้น หากเป็นที่ดินที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นจัตุรัสหรือผืนผ้าที่ด้าน หน้าของที่ดินนั้นไม่แคบจนเกินไป ถือว่าเป็นรูปทรงของที่ดินที่ใช้งานได้ เพราะหากที่ดินหน้าแคบเกินไปก็จะไม่สามารถเปิดรับกระแสพลังงานจากด้าน หน้าที่ดินได้และหากเป็นไปได้การที่หน้ากว้างที่ดินด้านหน้านั้นกว้างน้อยกว่าหน้ากว้าง ที่ดินด้านหลังเล็กน้อยนั้นก็ถือว่าเป็นรูปแบบที่ช่วยในการสะสมกระแสพลังงาน ให้ไม่สามารถออกไปไหลได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสำหรับในเรื่องของหน้ากว้างที่ดินที่เรามักพูดกันกว่า “หน้าแคบ หลงกว้างนั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเรายังสามารถใช้การออกแบบชัยภูมิที่ดินร่วมไปได้ด้วย
              2. ที่ดินต้องไม่เป็นระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินข้างเคียง  เนื่องจากกระแสอากาศไหลรวมลงสู่ที่ต่ำตามกฎของนิวตัน (Newton Gravity Law) ดังนั้นหากที่ดินของเรามีระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับที่ดินข้างเคียง ก็หมายถึงว่าที่ดินของเราสามารถสะสมกระแสอากาศได้มากกว่าผู้อื่น หากเราสามารถเลือกทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางที่รับกระแสโชค ก็จะเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งในระยะยาวได้หรือให้เราลองสังเกตุแผนที่ดาวเทียวของประเทศไทยได้ว่ากรุงเทพฯนั้นถือเป็น จังหวัดหนึ่งที่มีระดับที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆในประเทศ จึงสามารถทำให้สะสมกระแสอากาศได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ ยิ่งประกอบเข้ากับการที่มี “มังกรน้ำของแม่น้ำพระยา เป็นจุดที่จ่ายกระแสให้อย่างต่อเนื่องยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้ถือว่าเป็น จังหวัดที่มีชัยภูมิที่ดีมากขึ้นไปอีก

            3. มีจุดจ่ายกระแสพลังงานไม่ว่าจะเป็นมังกรภูเขามังกรน้ำ และ มังกรที่ราบได้  เพราะถึงหากว่าที่ดินมีรูปทรงที่ดีสามารถสะสมกระแสได้ แต่ไม่มีจุดจ่ายกระแสพลังงานได้ก็ยังไม่อ่านว่าเป็นที่ดินที่มีชัยภูมิในทาง ฮวงจุ้ยที่ดีพอ ลักษณะของสายน้ำที่ลากผ่านหน้าที่ดินซึ่งในปัจจุบันนี้ซินแสจะมองว่าเป็นถนน หรือแนวเขาที่จ่ายกระแสมาที่ที่ดินของเราหรือในปัจจุบันได้แก่อาคารข้าง เคียง หรือแม้กระทั่งแอ่งน้ำ แนว Slope ของถนนหรือที่ดิน หรือ ช่องลมของอาคารตรงข้ามที่ดิน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยในข้อนี้ท่านต้องได้รับคำปรึกษาจากซินแสที่มีประสบการณ์ครับ เพราะหากท่านสามารถเลือกแนวกระแสพลังงานที่เหมาะสมกับลักษณะที่ดินของท่าน ได้ยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรือง

                ท้ายที่สุดนั้นท่านต้องเลือกองศาทิศทางของการซื้อที่ดินให้เข้า กับดวงชะตาของเจ้าของที่ดินและสมาชิกภายในครอบครัว เนื่องจากใน ปี เดือน วัน ยาม ที่เราเกิดมานั้นเราจะประจุพลังงานที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลให้ดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน เป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล หากซินแสนั้นมีประสบการณ์มากเพียงพอ ก็จะสามารถหาได้ว่าดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นมา ธาตุที่ชอบเป็นธาตุอะไร ก็จะหาทิศทางของที่ดินให้เป็นทิศทางของธาตุที่เจ้าบ้านและสมาชิกในครอบครัว นั้นชอบด้วย เมื่อครอบครัวนั้นได้เข้าอยู่ก็จะรับกระแสพลังงานที่ตัวเองขาดไป เข้าไปเติมเต็มดวงชะตาเป็นที่มาของความเจริญรุ่งเรืองได้

ขอบคุณข้อมูลจาก 
ที่ดินขายซื้อ.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ืั้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไงดี เมื่อซื้อที่ดินแล้วได้ที่ดินเนื้อที่ไม่ครบตามสัญญาซื้อขาย

          การจะซื้อที่ดิน นอกจากจะดูสภาพของที่ดินแปลงนั้นว่ามีสภาพ ทำเลของที่ดินดีหรือไม่แล้ว การซื้อที่ดินยังต้องทำการตรวจสอบเนื้อที่ดิน จากโฉนดที่ดิน หรือหนังสือ น.ส.3 แปลงนั้นด้วยว่ามีการระบุเนื้อที่เอาไว้เท่าไหร่ แต่การตรวจสอบแค่นี้ยังไม่พอ ยังจะต้องทำการตรวจสอบจากเนื้อที่ดินจริง โดยต้องทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินแปลงนั้นอีกรอบหนึ่งก่อน เพื่อที่จะได้เอามาเปรียบเทียบกับจำนวนเนื้อที่ที่ได้ระบุเอาไว้ในโฉนด หรือหนังสือ น.ส.3 แปลงนั้นๆ อีกที   ทั้งนี้เหตุก็เนื่องมาจากการออกโฉนด หรือหนังสือ น.ส3 ในสมัยก่อนการซื้อที่ดินจะทำการวัดเนื้อที่ดินโดยวิธีการคำนวณจากภาพถ่ายทางอากาศ หรือมาจากการคำนวณของเจ้าของที่ดินในขณะนั้นเอง ซึ่งการแจ้งหรือการคำนวณจากภาพถ่ายทางอากาศที่กล่าวมาทั้งสองอย่างนั้น เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ ไม่มีความแน่นอนเหมือนอย่างการรังวัดที่ดินในปัจจุบัน ซึ่งจากการคลาดเคลื่อนดังกล่าว ทำให้บางคนซื้อที่ดินเป็นโฉนดมีหลักฐานถูกต้อง มีเนื้อที่ดินระบุเอาไว้  20 ไร่ แต่พอซื้อที่ดินแล้วภายหลังได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินใหม่ ปรากฏว่าเหลือเพียง 19 ไร่ หายไป 1 ไร่ ทีนี้บางคนไม่รู้ เมื่อทำการรังวัดแล้วได้เนื้อที่ดินไม่ครบ ก็ตู่เอากับเพื่อนบ้านข้างๆ หาว่ารุกเข้ามาในที่ดินของตนเองบ้าง ก็เป็นเรื่องเป็นราวกันมาก็มากต่อมาก  หรืออีกกรณี ซื้อที่ดิน น.ส.3 มา มีเนื้อที่ในหนังสือสำคัญเพียง 5 ไร่ แต่ที่ไหนได้ เมื่อวัดพื้นที่จริงๆ แล้วอาจมีถึง 10 ไร่ ก็เคยมี  ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หากจะทำการซื้อที่ดินครั้งใหม่ ผู้ซื้อก็ควรที่จะตรวจสอบให้แน่ชัดเจนเสียก่อน
          
          ที่นี้เรามาดูทางออกในกรณีที่ทำการซื้อที่ดินมาแล้ว ปรากฏว่าที่ดินที่ซื้อมามันขาดจากจำนวนที่ระบุเอาไว้ในสัญญาซื้อที่ดิน ว่าตามกฎหมายแล้วนั้น ได้กำหนดทางออกให้กับชาวบ้านประชาชนเอาไว้อย่างไรบ้าง
           
         ตามกฎหมาย หากทำการซื้อที่ดินแล้ว ปรากฏว่าเมื่อตรวจสอบที่ดินแล้ว ที่ดินมันหายไปจากจำนวนที่ได้ระบุเอาไว้ในสัญญาซื้อที่ดิน กฎหมายก็ได้ให้สิทธิกับผู้ซื้อที่ดินที่จะเป็นฝ่ายเลือกที่จะบอกเลิกสัญญาซื้อที่ดิน หรือเลือกที่จะรับที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ แล้วใช้เงินตามส่วนของราคาที่ดินแปลงนั้นจริงๆ ก็ได้  แต่ว่าอย่าเพียงดีใจไป เพราะการที่จะใช้สิทธินั้นได้ มันมีเงื่อนไขอยู่ว่า การขาดของเนื้อที่ดินที่ว่ามานั้น ต้องเกินกว่าร้อยละ 5 ของเนื้อที่ดินทั้งหมด ถ้าหากเนื้อที่ดินที่ขาดไปไม่เกินร้อยละ 5 ของเนื้อที่ดินทั้งหมด ผลคือ ผู้ซื้อที่ดินก็ต้องรับเอาที่ดินแปลงนั้นไว้ แล้วก็ใช้ราคาตามส่วนของที่ดินจริงๆ จะมาขอบอกเลิกสัญญาเลยทันทีไม่ได้ อันนี้เป็นเงื่อนไขแรกของการซื้อที่ดิน
           และเงื่อนไขท้ายสุดการซื้อที่ดิน เป็นเงื่อนไขที่ยกเว้นในเรื่องของเนื้อที่ที่ขาดร้อยละ 5 โดยหากเข้าเงื่อนไขนี้แล้ว ผู้ซื้อที่ดินสามารถที่จะบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องไปดูว่าเนื้อที่ดินที่ขาดนั้น ขาดไปเท่าไหร่ คือ หากการขาดของเนื้อที่นั้น เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการขอซื้อที่ดินนั้น ซึ่งหากผู้ซื้อรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ผู้ซื้อที่ดินจะไม่เข้ามาซื้อที่ดินแปลงนั้น อย่างนี้ผู้ซื้อที่ดินสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที

ขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก  nomadomaha.com/